วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประวัติการเต้นลีลาศ



                              ประวัติการเต้นลีลาศ

   ในปี ค.ศ. 1588 พระชาวฝรั่งเศสชื่อ โตอิโน อาโบ (Thoinnot Arbeau: ค.ศ. 1519-1589) ได้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเต้นรำ ชื่อ ออเชโซกราฟี (Orchesographin) ในหนังสือได้บรรยายถึงการเต้นรำแบบต่างๆหลายแบบ เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก บันทึกถึงการเต้นรำที่นิยมใช้กันในบ้านขุนนางต่างๆ ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16   งานเลี้ยงฉลองได้ถูกจัดขึ้นตามโอกาสต่างๆเช่น วันเกิด การแต่ง งาน และการต้อนรับแขกที่มาเยือนในงานจะรวมพวกการเต้นรำ การประพันธ์ การดนตรี และการจัดฉากละครด้วย ขุนนางผู้หนึ่งชื่อ  Lorenzo de Medlci  ได้จัดงานขึ้นที่คฤหาสน์ของตน โดยตกแต่งคฤหาสน์ด้วยสีสันต่างๆ และจัดให้มีการแข่งขันหลายๆอย่าง รวมทั้ง การเต้นรำสวมหน้ากาก (Mask Dance) ซึ่งต้องใช้จังหวะ ดนตรีประกอบการเต้น

                พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิซี (Catherine de Medicis ) พระราชินีในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 เดิมเป็นชาวฟลอเรนซ์แห่งอิตาลี พระองค์ได้นำคณะเต้นรำของอิตาลีมาเผยแพร่ในพระราชวังของฝรั่งเศส และเป็นจุดเริ่มต้นของระบำบัลเล่ย์  พระองค์ได้จัดให้มีการแสดง บัลเล่ย์โดยพระองค์ทรงร่วมแสดงด้วย

                ในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้ปรับปรุงและพัฒนาการบัลเล่ย์ใหม่ได้ตั้งโรงเรียนบัลเล่ย์ขึ้นแห่งแรก ชื่อ Academic Royale de Dance จนทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของยุโรป พระองค์คลุกคลีกับวงการบัลเล่ย์มาไม่น้อย กว่า 200 ปี โดยพระองค์ทรงร่วมแสดงด้วย บทบาทที่พระองค์ทรงโปรดมากที่สุดคือ บทเทพอพอลโลของกรีก จนพระองค์ได้รับสมญา นามว่า พระราชาแห่งดวงอาทิตย์การบัลเล่ย์ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นี้ค่อนข้างจะสมบูรณ์มาก

                การเต้นระบำบัลเล่ย์ในพระราชวังนี้เป็นพื้นฐานของการลีลาศ การเต้นรำในปี ค.ศ. 1700 ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ Gavotte,Allemande และMinuet รูปแบบการเต้นจะประกอบด้วยการก้าวเดินหรือวิ่ง การร่อนถลา การขึ้นลงของลำตัว การโค้ง และถอน สายบัว ภายหลังได้แพร่ไปสู่ยุโรปและอเมริกา เป็นที่ชื่นชอบของ ยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกามาก   การเต้นรำใน  อังกฤษซึ่งเป็นการเต้นรำพื้นเมืองและนิยมกันมากในยุโรป เรียกว่า Country Dance ภายหลังได้แพร่ไปสู่อาณานิคมตอนใต้ของอเมริกา

                สมัยก่อน การแสดงบัลเล่ย์มักจะแสดงเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้า เทพธิดา แต่สมัยนี้มุ่งแสดงเกี่ยวกับชีวิตคนธรรมดาสามัญ เป็นเรื่องง่ายๆและ จินตนาการ   ในสมัยที่มีการปฏิวัติในฝรั่งเศส ( ค.ศ. 1789 ) ได้มีการกวาดล้างพวกกษัตริย์และพวกขุนนางไป เกิดความรู้สึกอย่างใหม่ คือ ความมีอิสระเสรีเท่าเทียมกัน เกิดการเต้นวอลซ์ ซึ่งรับมาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการเต้น Landler การเต้นวอลทซ์ได้แพร่หลายไปสู่ประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปตะวันตก    เนื่องจากการเต้นวอลซ์อนุญาตให้ชายจับมือและเอว ของคู่เต้นรำได้   จึงถูกคณะพระคริสประณามว่าไม่เหมาะสมและไม่สุภาพเรียบร้อย   ในช่วงปี ค.ศ. 1800-1900  การเต้นรำใหม่ๆที่เป็นที่ นิยมกันมากในยุโรปและอเมริกา จะเริ่มต้นจากคนธรรมดาสามัญโดยการเต้นรำพื้นเมือง พวกขุนนางเห็นเข้าก็นำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับ ราชสำนัก เช่น การเต้น โพลก้า วอลซ์ ซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากของคนชั้นกลางและชั้นสูง  ในอเมริการูปแบบใหม่ในการเต้นรำที่นิยมมาก ในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพและพวกที่ยากจน คน ผิวดำนิยมเต้น Tap-Danced หรือระบำย่ำเท้า โดยรวมเอาการเต้นรำพื้นเมืองในแอฟริกา การ เต้นแบบจิ๊ก  ( jig) ของชาวไอริส และการเต้นรำแบบคล๊อก (Clog) ของชาวอังกฤษเข้าด้วยกัน คนผิวดำมักจะเต้นไปตามถนนหนทาง   ก่อนปี ค.ศ. 1870  การเต้นรำได้ขยายไปสู่เมืองต่างๆในอเมริกา ผู้หญิงที่ชอบร้องเพลงประสานเสียงจะเต้นระบำแคนแคน (Can-Can ) โดยใช้การเตะเท้าสูงๆ เพื่อเป็นสิ่งบันเทิงใจแก่พวกโคบาลที่อยู่ตามชายแดนอเมริกา ระบำแคน แคน

                จังหวะวอลซ์จากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 17 แต่มิได้     เผยแพร่ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1816  จังหวะวอลซ์ ได้ถูกนำมาเผยแพร่ต่อที่ประชุมโดยพระเจ้ายอร์ชที่ 4 แม้จะไม่สมบูรณ์นักในขณะนั้น แต่ก็จัดว่าจังหวะวอลซ์เป็นจังหวะแรกของการลีลาศแท้จริง เพราะคู่ลีลาศสามารถจับคู่เต้นรำได้

                ในราวปี ค.ศ. 1840  การเต้นรำบางอย่างกลับมาเป็นที่นิยมอีก อาทิ โพลก้า จากโบฮิเมีย ซึ่งเป็นที่นิยมมากในเวียนนา ปารีส และลอนดอน จังหวะมาเซอก้า( Mazuka) จากโปแลนด์ก็เป็นที่นิยมมากในยุโรปตะวันตก

                ในราวกลางศตวรรที่ 19 การเต้นรำใหม่ๆก็เกิดขึ้นอีกมาก อาทิ การเต้นมิลิตารี่ สก๊อตติช (Millitary Schottische) การเต้นเค็กวอล์ค (Cakewalk) ซึ่งเป็นการเต้นรำแบบหนึ่งของพวกนิโกรในอเมริกา การเต้นทูสเตป (Two-Step) การเต้นบอสตัน (Boston) และการเต้นเตอรกีทรอท (Turkey trot)

                ในศตวรรษที่ 20 ค.ศ. 1910 จังหวะแทงโก้จากอาร์เจนตินา เริ่มเผยแพร่ที่ปารีส เป็นจังหวะที่แปลกและเต้นสวยงามมากในระหว่างปี ค.ศ. 1912-1914 Vemon และ lrene Castle ได้นำรูปแบบการเต้นรำแบบใหม่ๆ จากอังกฤษมาเผยแพร่ในอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้แก่จังหวะฟอกซ์ทรอทและแทงโก้

 

 

 

ประวัติลีลาศในประเทศไทย

 แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด ว่ากีฬาลีลาศแพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จากการสันนิษฐานเชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยมีบันทึกของหม่อมแอนนา ว่าได้ลองแนะนำให้ท่านรู้จักกับการเต้นของชนชั้นสูง แต่ท่านกลับรู้จักการเต้นชนิดนั้นได้ดีอยู่แล้ว จึงคาดว่าน่าจะทรงศึกษาจากตำราต่างประเทศด้วยพระองค์เอง  ต่อมาลีลาศค่อย ๆ เป็นที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และมีการจัดตั้ง สมาคมสมัครเล่นเต้นรำ ขึ้นใน พ.ศ. 2475 โดยมี หม่อมเจ้าไวทยากร วรวรรณ เป็นประธาน และจัดการแข่งขันเต้นรำขึ้นที่ วังสราญรมย์ โดยมี พลเรือตรี เฉียบ แสงชูโต และ คุณประนอม สุขุม เป็นผู้ชนะในครั้งนั้น และคำว่า "ลีลาศ" ก็ได้ถูกบัญญัติขึ้นในปี พ.ศ. 2476 และเกิด สมาคมครูลีลาศแห่งประเทศไทย ขึ้นมาแทน สมาคมสมัครเล่นเต้นรำหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การเต้นลีลาศก็ซบเซาลงไป และกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี พ.ศ. 2488 จนกระทั่งยื่นจดทะเบียนสมาคมเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2491 และใช้ชื่อว่า สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทย ตั้งแต่นั้นมา

          กติกาลีลาศ

       ผู้แข่งขัน

       เป็นคู่เต้น ชาย 1 คน หญิง 1 คน

          การให้คะแนน

  การเต้นให้ลงจังหวะกับดนตรี และ ดูพื้นฐานของการเต้นว่าถูกต้องหรือไม่

  ดูการทรงตัวของลำตัว มีความสัมพันธกับคู่เต้น

  ดูการเคลื่อนไหวให้พริ้วไหว สวยงาม

  การออกแบบการแสดง การเลือกดนตรีประกอบ และการเปลี่ยนท่าในช่วงต่อจังหวะ

  การใช้เท้าในการเคลื่อนไหว จะต้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์

  การใช้พื้นที่ฟลอร์ในการเต้น จะต้องหลบหลีกคู่เต้นอื่น และไม่ไปรบกวนการเต้นของผู้อื่นด้วย

  ซึ่งส่วนประกอบต่าง ๆ ในการให้คะแนน มีสัดส่วนเท่ากัน
การเตรียมตัว 
1. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด กำจัดกลิ่นต่างๆ ที่น่ารังเกียจ เช่น กลิ่นปาก กลิ่นตัว ฯลฯ

2. แต่งกายให้สะอาด เหมาะสมตามกาลเทศะ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจในบุคลิกภาพของตนเอง

3. เตรียมตัวล่วงหน้าโดยการฝึกซ้อมลีลาศในจังหวะต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในการลีลาศ

4. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีกลิ่นแรงจนสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือกับคู่ลีลาศของตน

5. สุภาพบุรุษจะต้องให้เกียรติสุภาพสตรีและบุคคลอื่นในทุกสถานการณ์ และจะต้องไปรับสุภาพสตรีที่ตนเชิญไปร่วมงาน

6. ไปถึงบริเวณงานให้ตรงตามเวลาที่ระบุในบัตรเชิญ

 
 ก่อนออกลีลาศ 

1. พยายามทำตัวให้เป็นกันเอง และสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับเพื่อนใหม่ แนะนำเพื่อนหญิงของตนให้บุคคลอื่นรู้จัก

2. ไม่ดื่มสุรามากจนครองสติไม่อยู่ ถ้ารู้สึกตัวว่าเมามาก ไม่ควรเชิญสุภาพสตรีออกลีลาศ

3. ไม่ควรเชิญสุภาพสตรีที่ไม่รู้จักออกลีลาศ ยกเว้นจะได้รับการแนะนำให้รู้จักกันเสียก่อน

4. สุภาพบุรุษควรแน่ใจว่าสุภาพสตรีที่ตนเชิญออกลีลาศ สามารถลีลาศจังหวะนั้นๆ ได้หากไม่แน่ใจควรสอบถามก่อน

5. สุภาพบุรุษควรเชิญสุภาพสตรีออกลีลาศด้วยกริยาที่สุภาพ ถ้าถูกปฏิเสธก็ไม่ควรเซ้าซี้จนเป็นที่น่ารำคาญ

6. สุภาพสตรี ไม่ควรปฏิเสธเมื่อมีสุภาพบุรุษมาขอลีลาศด้วย หากจำเป็นจะต้องปฏิเสธด้วยเหตุผลใดก็ตาม

จะต้องปฏิเสธด้วยถ้อยคำที่สุภาพนุ่มนวล และไม่ควรลีลาศกับสุภาพบุรุษอื่นในจังหวะที่ตนได้ปฏิเสธไปแล้ว

7. ถ้าในกลุ่มสุภาพสตรีที่นั่งอยู่มีบุคคลอื่นหรือสุภาพบุรุษอื่นนั่งอยู่ด้วย จะต้องกล่าวคำขออนุญาตจากบุคคลเหล่านั้น

ก่อนที่จะเชิญสุภาพสตรีออกลีลาศ

8. ก่อนออกลีลาศควรฟังจังหวะให้ออกเสียก่อน และแน่ใจว่าสามารถลีลาศในจังหวะนั้นได้

9. ไม่ควรออกลีลาศกับคู่เพศเดียวกัน
  
ขณะเต้นลีลาศ 
1.             ขณะที่พาสุภาพตรีไปที่ฟลอร์ลีลาศ สุภาพบุรุษควรเดินนำหน้า หรือเดินเคียงคู่กันไป เพื่อให้ความสะดวกแก่สุภาพสตรี

และเมื่อไปถึงฟลอร์ลีลาศ ควรให้เกียรติสุภาพสตรีเดินขึ้นไปบนฟลอร์ลีลาศก่อน

2. ในการจับคู่ สุภาพบุรุษต้องกระทำด้วยความนุ่มนวลสุภาพ และถูกต้องตามแบบแผนของการลีลาศ ไม่ควรจับคู่ในลักษณะที่

รัดแน่นหรือยืนห่างจนเกินไป การแสดงออกที่น่าเกลียดบางอย่างควรละเว้น

3. จะต้องลีลาศไปตามจังหวะ แบบแผน และทิศทางที่ถูกต้องไม่ย้อนแนวลีลาศ เพราะจะเป็นอุปสรรคกีดขวางการลีลาศของคู่อื่น

ถ้ามีการชนกันเกิดขึ้นในขณะลีลาศ จะต้องกล่าวคำขอโทษหรือขออภัยด้วยทุกครั้ง

4. ไม่สูบบุหรี่ เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือของขบเคี้ยวใด ๆ ในขณะลีลาศ

5. ให้ความสนใจกับคู่ลีลาศของตน ความอบอุ่นเกิดขึ้นได้จากการยิ้มแย้มแจ่มใสหรือคำกล่าวชม ไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายหรือ

หันไปสนใจคู่ลีลาศของคนอื่น และอย่าทำตนเป็นผู้กว้างขวางช่างพูดช่างคุยกับคนทั่วไปในขณะลีลาศ

6. ควรลีลาศด้วยความสนุกสนานร่าเริง

7. ไม่ควรพูดเรื่องปมด้อยของตนเองหรือของคู่ลีลาศ

8. ไม่ควรเปลี่ยนคู่บนฟลอร์ลีลาศ

9. ควรลีลาศในรูปแบบหรือลวดลายที่ง่ายๆ ก่อน แล้วจึงเพิ่มรูปแบบหรือลวดลายที่ยากขึ้นตามความสามารถของคู่ลีลาศ

เพราะจะทำให้คู่ลีลาศรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่ควรพลิกแพลงรูปแบบการลีลาศมากเกินไปจนมองดูน่าเกลียด

10. ไม่ควรร้องเพลงหรือแสดงออกอย่างอื่นในขณะลีลาศ หรือลีลาศด้วยท่าทางแผลงๆ ด้วยความคึกคะนอง

11. ไม่ควรสอนลวดลายหรือจังหวะใหม่ๆ บนฟลอร์ลีลาศ

12. ไม่ควรลีลาศด้วยลวดลายที่ใช้เนื้อที่มากเกินไป ในขณะที่มีคนอยู่บนฟลอร์เป็นจำนวนมาก

13. ในการลีลาศแบบสุภาพชน ไม่ควรแสดงความรักในขณะลีลาศ

14. การนำในการลีลาศเป็นหน้าที่ของสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีไม่ควรเป็นฝ่ายนำ ยกเว้นเป็นการช่วยในความผิดพลาดของสุภาพบุรุษ เป็นครั้งคราวเท่านั้น

15. การให้กำลังใจ การให้เกียรติ และการยกย่องชมเชยด้วยใจจริง จะช่วยให้คู่ลีลาศเกิดความรู้สึกอบอุ่นและเชื่อมั่น

ในตนเองยิ่งขึ้น คู่ลีลาศที่ดี จะต้องช่วยปกปิดความลับหรือปัญหาที่เกิดขึ้นและมองข้ามจุดอ่อนของคู่ลีลาศ

ดาวน์โหลดเกมส์ฟรี

16. ไม่ควรผละออกจากคู่ลีลาศโดยกะทันหัน หรือก่อนเพลงจบ

ท่าเต้นลีลาศ 

  • การเต้นรำจังหวะบีกิน
            บีกินเป็นจังหวะลีลาศประเภทเบ็ดเตล็ด (POP AND SOCIAL DANCES) ที่ปัจจุบันนิยมเต้นกันเฉพาะงานสังคมลีลาศทั่ว ๆ ไปในประเทศไทย ไม่นิยมเต้นกันในต่างประเทศ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนไทยเรานิยมเต้นรำจังหวะบีกินมาตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่พอจะทราบได้คือ ในช่วงเวลาที่ครูอัตถ์ พึ่งประยูร บรมครูสอนลีลาศคนหนึ่งของไทยที่เต้นรำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 หรือ 2493 นั้นก็มีการเต้นรำจังหวะบีกินกันแล้ว โดยเข้าใจกันว่าชาวฟิลิปปินส์ที่มาเล่นดนตรีในเมืองไทยเป็นผู้แนะนำ
ดนตรีและการนับจังหวะ
  • ดนตรีของจังหวะบีกินเป็นแบบ 4/4 คือ มี 4 จังหวะใน 1 ห้องเพลง โดยที่สามจังหวะแรกจะเป็นเสียงหนัก และจังหวะที่สี่จะเป็นเสียงเบา และทุก ๆ จังหวะจะมีความเร็วช้าเท่ากันหมด
  • การนับจังหวะจะนับ 1,2,3, พัก, 1,2,3,พัก (พัก หมายถึง พักเข่าหรืองอเข่า) ต่อเนื่องกันไป และก้าวที่ 1 ตรงกับจังหวะที่ 1 ของห้องเพลง
  • ความเร็วช้าของจังหวะดนตรี
    ดนตรีของจังหวะบีกินบรรเลงด้วยความเร็วประมาณ 28 – 32 ห้องเพลงต่อนาที
  • การจับคู่
    การจับคู่เป็นแบบปิดของละตินอเมริกันโดยทั่วไป
ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง
 
  • การก้าวเท้า
    การก้าวเท้าทุก ๆ ก้าวไม่ว่าจะเป็นการเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็ตามต้องให้ฝ่าเท้าถึงพื้น ก่อนเสมอ แล้วจึงราบลงเต็มเท้า ในขณะที่เดินเข่าจะงอเล็กน้อยเมื่อยกเท้าก้าวไป และตึงเมื่อวางเท้าถึงพื้นและราบเท้าลง เมื่อรับน้ำหนักตัวเต็มที่ หลักการก้าวเท้า คือ เข่าจะงอข้างหนึ่ง และตั้งข้างหนึ่งสลับกันไปมา ซึ่งจะทำให้สะโพกบิดไปมาอย่างเป็นธรรมชาติและสวยงาม ส่วนลำตัวตึงแต่เอวถึงศีรษะตรงและนิ่ง อย่าแกว่งตัวไปมา เพราะจะทำให้ไม่น่าดู
  • ทักษะการเต้นรำจังหวะบีกิน
    1. สแควร์ (Square)
    2. การไขว้
    3. การหมุน
 สแควร์ (Square)
 ภาพที่ 2 ท่าสแควร์ (Square)
 
  • สแควร์ ของฝ่ายชาย ประกอบด้วยการเดิน ดังนี้
    เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าตามแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา

ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ 1
2 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
3 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหน้า 3
พัก งอเข่าขวา พัก
4 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรง ๆ 1
5 ถอยเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหลัง 2
6 ถอยเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหลัง 3
  พัก งอเข่าซ้าย พัก
หมายเหตุ :
    1) การเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลัง 3 ก้าวนี้เรียกว่า 1 วอล์ค ส่วนจังหวะที่ 4 นั้นจะงอเข่าโดยการเปิดส้นเท้าขึ้นและจะใช้เท้าที่พักนี้เดินเป็นก้าวที่ 1 ในห้องเพลงต่อไป ดังนั้นการก้าวเท้าจะไม่ใช้เท้าซ้ำกันเลย
    2) ในการฝึกอาจจะฝึกเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังติดต่อกันหลายๆ ห้องเพลงเพื่อหาความชำนาญในการก้าวเท้าให้ตรงกับจังหวะดนตรีก็ได้
 
  • สแควร์ ของฝ่ายหญิง ประกอบด้วยการเดิน ดังนี้
    เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าย้อนแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย

    ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
    1 ก้าวเท้าขวาไปข้างหลังตรง ๆ 1
    2 ถอยเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหลัง 2
    3 ถอยเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหลัง 3
    พัก งอเข่าซ้าย พัก
    4 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ 1
    5 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
    6 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปข้างหน้า 3
      พัก งอเข่าขวา พัก
  • หมายเหตุ : 1) การเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลัง 3 ก้าวนี้เรียกว่า 1 วอล์ค ส่วนจังหวะที่ 4 นั้นจะงอเข่าโดยการเปิดส้นเท้าขึ้นและจะใช้เท้าที่พักนี้เดินเป็นก้าวที่ 1 ในห้องเพลงต่อไป ดังนั้นการก้าวเท้าจะไม่ใช้เท้าซ้ำกันเลย 2) ในการฝึกอาจจะฝึกเดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังติดต่อกันหลายๆ ห้องเพลงเพื่อหาความชำนาญในการก้าวเท้าให้ตรงกับจังหวะดนตรีก็ได้
    การไขว้
ภาพที่ 3 การไขว้
การไขว้ ของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน  ดังนี้
เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าตามแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา  
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปทางขวา 1
2 ก้าวเท้าขวาตามไปทางขวา 2
3 ถอยเท้าซ้ายผ่านส้นเท้าขวาไปทางขวา อีก 1 ก้าว 3
พัก งอเข่าขวา พัก
4 ยกเท้าขวาย่ำอยู่ที่เดิม 1
5 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้าย 2
6 ถอยเท้าขวาผ่านส้นเท้าซ้ายไปทางซ้าย 3
  พัก งอเข่าซ้าย พัก
การไขว้ ของฝ่ายหญิงประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าว ดังนี้
เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด หันหน้าย้อนแนวเต้นรำ น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ถอยเท้าขวาผ่านส้นเท้าซ้ายไปทางซ้าย 1
2 ก้าวเท้าซ้ายตามไปทางซ้าย 2
3 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปทางซ้าย อีก 1 ก้าว 3
พัก งอเข่าซ้าย พัก
4 ยกเท้าซ้ายย่ำอยู่ที่เดิม 1
5 ก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปทางขวา 2
6 ก้าวเท้าซ้ายผ่านเท้าขวาไปทางขวา 3
  พัก งอเข่าขวา พัก
การหมุน
ภาพที่ 4 ท่าเริ่มต้น
ภาพที่ 6 การหมุน
  • การหมุนของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าวดังนี้
    เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา 
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายหมุนตัวไปทางซ้าย 1/8 รอบพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นสูงเหนือศีรษะผู้หญิง 1
2 หมุนตัวไปทางซ้ายอีก 1/8 รอบพร้อมกับก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ายังคงยกมือซ้ายอยู่ 2
3 หมุนตัวไปทางซ้ายอีก 1/4 รอบพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า จบก้าวนี้แล้วลดมือซ้ายลง หันหน้าตรงกัน 3
พัก งอเข่าขวา พัก
**จบแล้วต่อด้วย สแควร์ ถอยหลัง 3 ก้าว (ขวา-ซ้าย-ขวา) และจับคู่แบบปิดตามเดิม**
  •  การหมุนของฝ่ายหญิงประกอบด้วยการเดิน 3 ก้าวดังนี้
เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มือขวาจับมือซ้ายของผู้ชาย น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ยกมือขวาขึ้นสูงเหนือศีรษะและหมุนตัวไปทางขวา 3/8 รอบ (หันหน้าเข้าหาคู่ แต่ตัวเหลื่อมกัน) พร้อมกับก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า 1
2 หมุนตัวไปทางขวาอีก 3/8 รอบพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
3 หมุนตัวไปทางขวาอีก 1/2 รอบพร้อมกับถอยเท้าขวาไปข้างหลัง จบก้าวนี้แล้วลดมือขวาลง หันหน้าตรงกับคู่ 3
พัก งอเข่าซ้าย พัก
**จบแล้วต่อด้วย สแควร์ ไปข้างหน้า 3 ก้าว (ซ้าย-ขวา-ซ้าย) และจับคู่แบบปิดตามเดิม** 
  • ช่ะ ช่ะ ช่า (CHA CHA CHA)
  • การเต้นรำจังหวะช่ะ ช่ะ ช่า
                ในบรรดาจังหวะเต้นรำแบบละตินอเมริกันที่มีอยู่ด้วยกัน 5 จังหวะนั้น ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นจังหวะเต้นรำที่มีกำเนิดหลังสุด กล่าวคือเป็นจังหวะที่รับการพัฒนามาจากจังหวะแมมโบ้ ( MAMBO) ซึ่งในอดีตเรียกชื่อจังหวะนี้เต็มๆ ว่า แมมโบ้ ช่ะ ช่ะ ช่า ต้นกำเนิดมาจากคิวบันการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอิทธิพลของดนตรีที่พัฒนาไป ทำให้การเต้นรำพัฒนาตามไปด้วย
                ต้นกำเนิดของ ช่ะ ช่ะ ช่า เริ่มในปี ค.ศ. 1950 ขณะที่ดนตรีของคิวบันได้รับความนิยมอยู่ในอังกฤษนั้นได้มีเพลงจังหวะสวิง ( SWING) ซึ่งเกิดใหม่และนิยมกันมากเข้ามามีบทบาทแทรกแซงผสมผสานกับดนตรีของคิวบัน ทำให้เพลงของคิวบันที่เคยมีลักษณะนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นเร็วขึ้น เครื่องดนตรีที่ใช้เคาะจังหวะเริ่มเล่นพลิกแพลงผิดเพี้ยนออกไป เริ่มเคาะให้ไม่ลงจังหวะ ( OFF BEAT) สไตล์ของดนตรีที่พัฒนามานี้จึงได้ชื่อว่า “ แมมโบ้ ” และมีการสาธิตเต้นรำจังหวะแมมโบ้ ในการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับการเต้นรำ แบบบอลรูมที่แบลคพูลประเทศอังกฤษ ( INTERNATIONAL DANCE CONGRESS IN BLACKPOLL) รูปแบบการเต้นแมมโบ้พื้นฐานก็คือ ก้าวออกไปข้างหน้า 1 ก้าว แล้วถอยกลับ 2 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 1 ก้าว แล้วก้าวไปข้างหน้า 2 ก้าว (ก้าวที่ 2 ย้ำอยู่กับที่) แมมโบ้ได้รับความนิยม ทั้งเพลงและการเต้นอย่างมากในอเมริกาและยุโรป ต่อมาแมมโบ้ได้พัฒนาจากที่เคยเร็วให้ช้าลงสำหรับการเต้นจากแมมโบ้ที่เคยเต้น เดินหน้า 3 ก้าวและถอยหลัง 3 ก้าวก็เพิ่มการชิดเท้าไล่กันไปข้างหน้า 2 ก้าว และชิดเท้าไล่กันไปข้างหลัง 2 ก้าว ซึ่งเป็นรูปแบบของ ช่ะ ช่ะ ช่า ในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก
                การเต้นรำจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า นี้ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยชาวฟิลิปปินส์ ชื่อ มิสเตอร์เออร์นี่ นักดนตรีของวง “ ซีซ่า วาเลสโก ” ได้นำลีลาการเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า และการเขย่ามาลากัส (ลูกแซ็ก) มาประกอบเพลงเข้าไปด้วย ซึ่งลีลาการเต้นนี้เป็นที่ประทับใจบรรดานักเต้นรำและครูสอนลีลาศทั้งหลาย จึงได้ขอให้มิสเตอร์เออร์นี่สอนให้ การเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า ตามแบบของมิสเตอร์เออร์นี่จึงถูกถ่ายทอดและมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในภายหลังได้มีการนำรูปแบบการเต้นที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลเข้ามาแทน ที่แล้วก็ตาม
  • ดนตรีและการนับจังหวะ
     - ดนตรีของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า มีท่วงทำนองที่สนุกสนานเร้าใจ และมีจังหวะเน้นเด่นชัดดนตรีจะเป็นแบบ 4/4 เหมือนกับจังหวะคิวบ้ารัมบ้า คือ ใน 1 ห้องมี 4 จังหวะ
     - การนับจังหวะสามารถนับได้หลายวิธี เช่น หนึ่ง- สอง – สามสี่ – ห้า หรือ หนึ่ง – สอง ช่ะ ช่ะ ช่า หรือนับก้าวจนครบตามจำนวนลวดลายพื้นฐาน หรือนับตามหลักสากลคือ นับตามจังหวะของดนตรี คือ สอง – สาม – สี่ และ – หนึ่ง โดยที่ก้าวแรกตรงกับจังหวะที่ 2 ของห้องเพลง
  • ความเร็วช้าของจังหวะดนตรี
    ดนตรีของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า บรรเลงด้วยความเร็วมาตรฐาน 32 ห้องเพลงต่อนาที (30 – 40 ห้องเพลงต่อนาที)
 
การจับคู่
ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง

            การจับคู่เต้นรำในจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นการจับคู่แบบละตินอเมริกันโดยทั่วไปคือแบบปิด (มือขวาของชายวางบริเวณสะบักของผู้หญิง) การจับคู่นี้ไม่ได้จับอยู่เช่นนี้ตลอดเวลาแต่จะเปลี่ยนไปตามท่าเต้นซึ่งอาจ จะต้องจับกันด้วยมือข้างเดียว หรืออาจปล่อยมือที่จับกันอยู่ทั้งสองข้างก็ได้
 
การก้าวเท้า
          การก้าวเท้าในจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเท้าไปข้างหน้าหรือถอยหลัง จะต้องให้  ฝ่าเท้า ( BALL OF FOOT) สัมผัสพื้นก่อนเสมอแล้วจึงราบลงเต็มเท้า การเต้นรำในจังหวะนี้จึงมีการใช้ฝ่าเท้ามากที่สุด และการใช้ตาต้องให้สัมพันธ์กับเข่า เพราะเมื่อมีการก้าวเท้าเข่าจะต้องงอเล็กน้อย หลังจากราบลงเต็มเท้าแล้วเข่าจึงตึง ส่วนเข่าอีกข้างก็จะงอเพื่อเตรียมก้าวต่อไป กล่าวได้ว่าตลอดเวลาของการใช้เท้านั้น เมื่อน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าใดส้นเท้านั้นจะต้องลดลง ดังนั้น จึงมีการสับเปลี่ยนการตึงและงอของช่วงขา พร้อมทั้งการลดลงและยกขึ้นของส้นเท้าสลับกันตามลำดับ ซึ่งการปฏิบัติในลักษณะนี้ทำให้สะโพกบิดไปมาสวยงามตามแบบการเต้นละตินอเมริ กัน แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นการจงใจทำเกินไปเพราะจะทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าดูได้
          อย่างไรก็ตามในการฝึกระยะแรกไม่ควรกังวลเกี่ยวกับการใช้ ขา เข่า และเท้ามากนัก ควรฝึกฝนลวดลายการเต้นให้ถูกต้องตามจังหวะของดนตรีเสียก่อนจนเกิดความชำนาญ แล้วจึงค่อยกลับมาฝึกฝนการก้าวเท้าเพื่อให้เกิดความสวยงามในภายหลัง
ทักษะการเต้นรำจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า
1. สแควร์ (Square)
2. การไขว้
3. การหมุน
 
สแควร์ (Square)
           สแควร์ ของจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นการเต้นพื้นฐานที่ประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว แบ่งเป็นเดิน หน้า 5 ก้าวและถอยหลัง 5 ก้าว ในการฝึกเดินสำหรับผู้หัดใหม่ควรเริ่มเดินแบบเดินหน้าและถอยหลังตรง ๆ ก่อน แล้วจึงเริ่มหมุนโดยการหมุนตัวไปทางซ้ายครั้งละ 1/8 รอบ หรือ 1/4 รอบใน 5 ก้าวต่อไป
ภาพที่ 2 สแควร์
สแควร์ ของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าวดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าขวา
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวา 3
3 ถอยเท้าซ้ายแยกออกข้างเยื้องไปข้างหลังพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
4 ถอยเท้าขวาเข้ามาใกล้เท้าซ้ายครึ่งก้าว และ
5 ถอยเท้าซ้ายแยกออกข้างเยื้องไปข้างหลังครึ่งก้าว 1
6 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรงๆ 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย 3
8 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
9 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ
10 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าครึ่งก้าว 1
สแควร์ ของฝ่ายหญิงประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว ดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด และน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรง 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย 3
3 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
4 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ
5 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างเยื้องไปข้างหน้าครึ่งก้าว 1
6 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวา 3
8 ถอยเท้าซ้ายแยกออกข้างเยื้องไปข้างหลังพร้อมกับหมุนตัวไปทางซ้ายเล็กน้อย 4
9 ถอยเท้าขวาเข้ามาใกล้เท้าซ้ายครึ่งก้าว และ
10 ถอยเท้าซ้ายออกข้างเยื้องไปข้างหลังครึ่งก้าว 1
การไขว้
ภาพที่ 3 การไขว้
การไขว้ ของฝ่ายชายประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว ดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิด
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตรง ๆ พร้อมกับเหยียดแขนซ้ายออกไปเพื่อนำให้ผู้หญิงถอยเท้าขวา 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวา พร้อมกับนำผู้หญิงเดินหน้าด้วยการงอแขนซ้ายทีละน้อยจนจบก้าวที่ 5 3
3 ถอยเท้าซ้ายมาวางข้าง ๆ เท้าขวา ยังคงนำผู้หญิงเดินเข้าหาด้านข้างตัว 4
4 ก้าวเท้าขวามาชิดซ้าย ยังคงนำผู้หญิงเดินเข้าหาด้านข้างตัว และ
5 ก้าวเท้าซ้ายแยกออกข้าง ๆ เตรียมยกมือซ้ายขึ้นเพื่อนำให้ผู้หญิงหมุนตัวไปทางขวา 1
6 ถอยเท้าขวามาข้างหลังตรง ๆ ยกมือซ้ายขึ้นเพื่อนำให้ผู้หญิงหมุนตัวไปทางขวา 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย ยังคงนำผู้หญิงให้หมุนอยู่ 3
8 ก้าวเท้าขวามาวางข้าง ๆ เท้าซ้าย ยังคงนำผู้หญิงให้หมุนอยู่ 4
9 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ
10 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้าง ๆ ครึ่งก้าว 1
การไขว้ ของฝ่ายหญิง ประกอบด้วยการเดิน 10 ก้าว ดังนี้
ท่าเริ่มต้น : เริ่มต้นด้วยการยืนจับคู่แบบปิดแล้วเต้นสแควร์ 5 ก้าว แล้วทำท่าไขว้
ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังตรงๆ 2
2 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าซ้าย 3
3 ก้าวเท้าขวามาวางข้างๆ เท้าซ้าย 4
4 ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาใกล้เท้าขวาครึ่งก้าว และ
5 ก้าวเท้าขวาแยกออกข้างๆ ครึ่งก้าว 1
6 ก้าวเท้าซ้ายผ่านหน้าเท้าขวาพร้อม กับหมุนตัวไปทางขวา 1/4 รอบ 2
7 ถ่ายน้ำหนักตัวกลับมาที่เท้าขวาพร้อมกับหมุนตัวมาทางขวา 1/2 รอบ 3
8 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายแยกออกข้างๆ พร้อมกับหมุนตัวไปทางขวาอีก 1/4 รอบ 4
9 ก้าวเท้าขวาเข้ามาใกล้เท้าซ้ายครึ่งก้าว และ
10 ก้าวเท้าซ้ายแยกออกข้างๆ ครึ่งก้าว 1
การหมุน 
 
ภาพที่ 4 การหมุนไปทางขวา
ภาพที่ 5 การหมุนไปทางซ้าย
            การหมุนเป็นการเต้นรำที่มีการปล่อยมือออกจากคู่หมุนตัวอยู่กับที่ 1 รอบ ไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้ โดยใช้การหมุนตัว 2 ก้าวแล้วชิดเท้าไล่กันอีก 3 ก้าว (แชสเซ่) ไปทางข้างๆ การหมุนจึงมีการเต้นอยู่ 2 แบบ คือ
            หมุนตัวไปทางซ้าย ( SPOT TURN TO LEFT)  หมุนตัวไปทางขวา ( SPOT TURN TO RIGHT) การหมุนนี้จะเต้นพร้อมกันทั้งคู่ คือถ้าผู้ชายหมุนตัวไปทางซ้าย ผู้หญิงก็คือหมุนตัวไปทางขวา(หมุนตัวตรงข้ามกัน) หรือผลัดกันทำคนละครั้งก็ได้ คือถ้าผู้ชายหมุนตัวไปทางขวาในก้าวที่ 1 – 5 ผู้หญิงจะเต้นไทม์ สเต็ป โดยถอยเท้าขวาไปข้างหลังและผู้ชายเต้นไทม์ สเต็ป ในก้าวที่ 6 – 10 ผู้หญิงจะต้องหมุนตัวไปทางขวาสลับกันไป การหมุนตัวไปทางซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
  • การหมุนไปทางขวาประกอบด้วยการเดิน 5 ก้าว ดังนี้
  • การหมุนไปทางซ้ายประกอบด้วยการเดิน 5 ก้าว ดังนี้ 

รุมบ้า (RUMBA)
  • การเต้นรำจังหวะรุมบ้า
               รุมบ้าเป็นจังหวะที่จัดอยู่ในพวกลาตินอเมริกัน (Latin American) กำเนิดขึ้นในชนชาติหมู่เกาะคิวบา จังหวะนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่ออกสู่โลกลีลาศหลังแทงโก้ (Tango) และวอลทซ์ (Waltz) ปัจจุบันนี้จังหวะรุมบ้า (Rumba) เป็นที่รู้จักกับคนทั่วโลกมาเป็นเวลานานแล้ว    ลักษณะการลีลาศจังหวะรุมบ้า เป็นการลีลาศคล้ายๆ จังหวะวอลทซ์ แต่จังหวะค่อนข้างเร็วกว่า การก้าวเท้าก็สั้นกว่า และนอกจากนี้รุมบ้ายังต้องใช้สะโพกเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว ของเท้าด้วย คือนับตั้งแต่เอวลงไปให้โยกหรือส่ายสะโพกได้เล็กน้อยให้ดูแต่พองาม ถ้าโยกหรือส่ายมากจะดูเป็นเรื่องน่าเกลียดไป และไม่สวยงามด้วย
               การใช้สะโพกเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้านั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องฝึก ผู้ฝึกใหม่อาจจะฝืนตัวเองเล็กน้อย เพราะผู้ฝึกใหม่ส่วนมากใจมักจะมุ่งอยู่ที่การก้าวเท้าให้ถูกสเต็ปเท่า นั้น   ความสวยงามของรุมบ้านั้นอยู่ที่การก้าวเท้า การถ่ายเทน้ำหนักตัว และการใช้สะโพก ทั้งสามอย่างนี้ต้องให้สัมพันธ์กันและเป็นไปตามหลักธรรมชาติ ส่วนลำตัวตั้งแต่เอวขึ้นไปให้อยู่ในลักษณะตรงแบบสบายๆ ไม่เกร็ง ไม่ยืดคอ ไม่แอ่นอก ไม่ทำหลังค่อม และไม่เอียงตัวไปมา
  • การนับจังหวะ
    จังหวะนับ นับ ช้า ช้า เร็ว หรือนับ 1 2 3
  • ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการลีลาศจังหวะรุมบ้าก็คือ การใช้เท้า โดยเฉพาะการใช้สปริง  ข้อเท้าและที่หัวเข่า ซึ่งมีทั้งเหยียดตึงและงอ การใช้สปริงข้อเท้าจะเกิดบ่อยขณะที่ก้าวเท้า เมื่อเท้าใดก้าวไปแตะพื้น น้ำหนักตัวก็ต้องเทไปที่เท้านั้นทุกครั้งไปพร้อมกับใช้สปริงที่ข้อเท้าด้วย
 
การจับคู่
 ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง
 
  • ทักษะการเต้นรำจังหวะรุมบ้า
    1. สแควร์ (Square)
    2. การไขว้
    3. การหมุน

สแควร์ (Square)
ภาพที่ 2 ท่าสแควร์
 
การก้าวเท้าขั้นต้น (Basic Walk) ในท่าสแควร์ของฝ่ายชาย
            การก้าวเท้าขั้นต้น (Basic Walk) เป็นทักษะขั้นแรกของรุมบ้า และเป็นวิธีฝึกที่ง่าย เพราะลักษณะการก้าวเท้าเดินนั้นเหมือนจังหวะวอลทซ์ ผิดกันก็ตรงที่จังหวะการก้าวเท้าเร็วกว่ากัน และการใช้สะโพกโยกเล็กน้อยเท่านั้น
การจับคู่ จับแบบปิด หันหน้าตามแนวลีลาศ
  • จังหวะนับมี 3 ก้าว คือ 1 2 3 หรือ ช้า ช้า เร็ว
          ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
          ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าขวาเยื้องขวาไปข้างหน้า ให้ปลายเท้าอยู่ระดับเดียวกับ
                     ปลายเท้าซ้าย นับ 2 ช้า
          ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายไปชิดเท้าขวาเร็วๆ นับ 3 เร็ว
                    
  •  *เมื่อจบแล้วให้รีบก้าวเท้าขวาออกไปแล้วนับ 1 ใหม่ *
           ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าขวาออกไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
           ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเยื้องซ้ายไปข้างหน้า ให้ปลายเท้าซ้ายเสมอระดับ
                      ปลายเท้าขวา นับ 2 ช้า
           ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเร็วๆ นับ 3 เร็ว

               เมื่อทำการก้าวขั้นต้น เดินหน้าได้แล้ว ก็ลองทำการก้าวเท้าขั้นต้นเดินถอยหลังดูบ้าง ซึ่งลักษณะการเดินก็เหมือนกันกับเดินหน้า เป็นแต่เพียงถอยหลังเท่านั้น หรือจะไปดูการก้าวเท้าขั้นต้นของหญิงก็ได้ ซึ่งเป็นการก้าวเท้าขั้นต้นถอยหลัง
การก้าวเท้าขั้นต้น (Basic Walk) ในท่าสแควร์ของฝ่ายหญิง
               เป็นทักษะขั้นแรกของรุมบ้าซึ่งมีลักษณะการเดินและแบบ (Figure) เหมือนจังหวะวอลทซ์เสียส่วนมาก จะแตกต่างกันก็ตรงที่จังหวะการก้าวเท้าเร็วกว่ากัน และการใช้สะโพกส่ายให้สัมพันธ์กับการก้าวของเท้าเท่านั้น
การจับคู่ จับแบบปิด หันหน้าเข้าหาคู่
  • จังหวะนับมี 3 จังหวะ คือ 1 2 3 หรือ ช้า ช้า เร็ว
          ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าขวาถอยหลัง นับ 1 ช้า
          ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายถอยหลังเยื้องซ้าย ให้ปลายเท้าซ้ายเสมอระดับ
                     ปลายเท้าขวา นับ 2 ช้า
          ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้ายเร็วๆ นับ 3 เร็ว
                     
  •  *เมื่อจบแล้วให้เริ่มก้าวเท้าซ้ายถอยหลังไปโดยเร็ว นับ 1 ใหม่ *
          ก้าวที่ 1 ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง นับ 1 ช้า
          ก้าวที่ 2 ถอยเท้าขวาไปข้างหลังเยื้องขวา นับ 2 ช้า
          ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวาเร็วๆ นับ 3 เร็ว
                  เมื่อทำการก้าวขั้นต้น ถอยหลังได้แล้ว ก็ลองทำการก้าวเท้าขั้นต้นเดินหน้าดูบ้าง ซึ่งลักษณะการเดินก็เหมือนกันกับการก้าวเท้าขั้นต้นถอยหลัง ผิดกันแต่เพียงเดินหน้ากับถอยหลังเท่านั้น หรือจะไปดูการก้าวเท้าขั้นต้นเดินหน้าของชายก็ได้
 
  • การก้าวเท้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมขั้นต้น (Basic Square) ของฝ่ายชาย
 - การลีลาศเป็นรูปสี่เหลี่ยม คือ ลักษณะการลีลาศจะเป็นเดินหน้าหนึ่งครั้ง และถอยหลังหนึ่งครั้งสลับกันไป
 - จังหวะนับ จะนับทั้งเดินหน้าและถอยหลังรวมกัน มี 6 ก้าว
 - การจับคู่และการยืน จับคู่แบบปิด หันหน้าตามแนวลีลาศ เท้าชิด ตัวตรง
            ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
            ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงขวาไปข้างหน้า นับ 2 ช้า
            ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา นับ 3 เร็ว
            ก้าวที่ 4 ถอยเท้าขวาไปวางข้างหลัง นับ 4 ช้า
            ก้าวที่ 5 ถอยเท้าซ้ายเฉียงซ้ายไปข้างหลัง นับ 5 ช้า
            ก้าวที่ 6 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย นับ 6 เร็ว
 
  • การก้าวเท้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมขั้นต้น (Basic Square) ของฝ่ายหญิง 
 - เป็นการเต้นรูปสี่เหลี่ยม ลักษณะการเต้นจะมีทั้งเดินหน้า และถอยหลังสลับกันไป
 - จังหวะนับ จะนับทั้งเดินหน้าและถอยหลังรวมกัน คือมี 6 จังหวะ
 - การจับคู่และการยืน ยืนหันหน้าเข้าหาคู่ คือหน้าย้อนแนวลีลาศ  การจับคู่ให้จับแบบปิด
         ก้าวที่ 1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง นับ 1 ช้า
         ก้าวที่ 2 ถอยเท้าซ้ายเยื้องไปทางซ้าย นับ 2 ช้า
         ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย นับ 3 เร็ว
         ก้าวที่ 4 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า นับ 4 ช้า
         ก้าวที่ 5 ก้าวเท้าขวาเยื้องไปทางขวา นับ 5 ช้า
         ก้าวที่ 6 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา นับ 6 เร็ว
 
 
การไขว้
ภาพที่ 3 การไขว้
 
  • การไขว้ของฝ่ายชาย
 - การไขว้ ก็คือ การทำการก้าวเท้าขั้นต้น มี 3 ก้าว
              การไขว้ เป็นการทำคั่นระหว่างหันทางซ้าย (Reverse Square) กับหันทางขวา (Natural Square) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นตัวเชื่อมระหว่างหันทางซ้ายกับหันทางขวา หรือระหว่างหันทางขวากับหันทางซ้ายนั่นเอง
 - สมมติว่าทำหันทางซ้ายมาแล้ว ต่อไปจะหันทางขวา ให้เริ่มทำการไขว้ ดังนี้   ยืนหันหน้าเฉียงฝาตามแนวลีลาศ
 - การจับคู่ จับแบบปิด
  • จังหวะนับมี 3 จังหวะ
    ก้าวที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า นับ 1 ช้า
    ก้าวที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา นับ 2 ช้า
    ก้าวที่ 3 ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา นับ 3 เร็ว
              
  •  *เมื่อทำครบ 3 ก้าวแล้ว ก็เริ่มทำหันทางขวาได้ โดยการก้าวเท้าขวาบิดไปทางขวา *

 
  • การไขว้ของฝ่ายหญิง
 - การไขว้ ก็คือ การทำการก้าวเท้าขั้นต้น มี 3 ก้าว
             การ ไขว้ เป็นการทำ 3 ก้าวก่อนที่จะทำหันทางขวา และก่อนที่จะทำหันทางซ้าย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นตัวเชื่อมระหว่างหันทางขวากับหันทางซ้าย หรือระหว่างหันทางขวากับหันทางซ้ายนั่นเอง
*สมมติว่าทำหันทางซ้ายมาแล้ว ต่อไปจะหันทางขวา ให้เริ่มทำการไขว้ คั่นก่อน 3 ก้าวดังนี้ยืนหันหน้ากลางห้องย้อนแนวลีลาศ*
 - การจับคู่ จับแบบปิด
       ก้าวที่ 1 ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง นับ 1 ช้า
       ก้าวที่ 2 ถอยเท้าซ้ายเยื้องไปทางซ้าย นับ 2 ช้า
       ก้าวที่ 3 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย นับ 3 เร็ว
  • *เมื่อทำครบ 3 ก้าวแล้ว ต่อไปก็ทำหันทางขวาได้ โดยการถอยเท้าซ้ายเฉียงซ้ายไปข้างหลัง*
 
 
การหมุน
     
ภาพที่ 4 การหมุน
 
  • การหมุนของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
    ฝ่ายชายยืนหันหน้าทวนเข็มนาฬิกาตามทิศทางของฟลอร์เต้นรำ
  • การจับคู่ จับแบบปิด
 - ชาย ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า 45 องศา
 - หญิง ถอยเท้าขวาเฉียงลงไปด้านล่าง 45 องศา
 - ชาย ก้าวเท้าขวา บิดตัวกลับหลังหัน ลากเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา และแยกเท้าขวาเฉียงลงด้านล่าง 45 องศา
 - หญิง ก้าวเท้าซ้าย บิดตัวกลับหลังหัน ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย และแยกเท้าซ้ายเฉียงขึ้นไปข้างหน้า 45 องศา
**ทำเช่นนี้อีก 1 ครั้ง จบการหมุน 1 รอบ**
    ฝ่ายชายกลับมายืนหันหน้าทวนเข็มนาฬิกาตามทิศทางของฟลอร์เต้นรำ

วอลทซ์ (WALTZ)
  • การเต้นรำจังหวะวอลทซ์
            วอลทซ์เป็นหนึ่งในบรรดาจังหวะเต้นรำประเภทบอลรูมหรือโมเดิร์นที่มี กำเนิดจากตอนใต้ของประเทศเยอรมันนี ในราวปี  ค.ศ.1780 ซึ่งโทมัส วิลสัน ( THOMAS WILSON ) ครูสอนเต้นรำชาวอังกฤษจากคิงส์เธียเตอร์ ( KING'S THEATRE ) ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับวอลทซ์ไว้ในหนังสือชื่อ “WALTZING” พิมพ์ในปี ค.ศ. 1816 ไว้ว่าวอลทซ์เป็นการเต้นรำชนิดหนึ่งซึ่งชาวเยอรมนีเป็นผู้ให้กำเนิด ได้เข้ามาเป็นครั้งแรกในแคว้นสวาเบีย ( SWABIA ) ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวเก้าแคว้นของเยอรมนี และเริ่มแพร่หลายในแคว้นใกล้เคียงและไปทั่วทวีปยุโรป ทั้งยังไม่เคยเสื่อมความนิยมในหมู่นักลีลาศเลยนับตั้งแต่นักดนตรีผู้ยิ่ง ใหญ่คือ โจฮัน สเตราส์ ( JOHAN STRAUSS ) แต่งเพลงจังหวะวอลทซ์ได้อย่างไพเราะจับใจ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 วอลทซ์ก็ได้รับความนิยมสูงสุด (เฉพาะปี ค.ศ.1910 การเต้นรำที่จัดขึ้น 24 ครั้งจะเป็นวอลทซ์ 18 ครั้ง) ลักษณะการเต้นวอลทซ์แบบเดิมซึ่งยังไม่ได้มีการปรับปรุงนั้น เฟอเรโร กล่าวว่า เป็นการเต้นโดยการกระโดดไปหน้าหรือถอยหลัง ชาวพื้นเมืองบาวาเรียนนิยมเต้นกันมากเขาจะสวมรองเท้าไม้เต้นในสนาม การก้าวไปข้างๆ และการชิดเท้าไม่จำเป็นต้องทำเลย สำหรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการเต้นที่เกิดขึ้นภายหลังนั้นก็เพื่อที่จะให้ เป็นการเต้นรำที่ทันสมัยที่สุด
                การเต้นรำจังหวะวอลทซ์ในปัจจุบันนั้น การก้าวเท้าจะเต็มไปด้วยลีลาศและจังหวะที่สง่างามทั้งยังสามารถปรับการเต้น ให้เข้ากับขนาดของฟลอร์ และจำนวนของคู่ลีลาศได้ง่ายด้วยการปรับระยะการก้าวเท้า ถ้าขนาดของฟลอร์เล็กและมีคู่ลีลาศมาก การก้าวเท้าก็จะเป็นการก้าวสั้นๆ และไม่มีการยกตัวขึ้น ( RISE ) แต่ถ้าฟลอร์มีขนาดใหญ่และมีคู่ลีลาศไม่มากนัก เราก็สามารถก้าวเท้าให้ยาว และยกตัวขึ้น เมื่อจบจังหวะที่ 1 และลดตัวลง (FALL) เมื่อจบจังหวะที่ 3
    อย่างไรก็ตามการที่จะลีลาศจังหวะวอลทซ์ให้สวยงามนั้นผู้เรียนจะต้องใช้เวลา พอสมควรและต้องให้ความสนใจกับเทคนิคต่างๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหวร่างกายไปในทิศทางตรงกันข้าม การยกลำตัวขึ้นและลดตัวลง การเอนลำตัว และการใช้เท้า รวมทั้งต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องแนวเต้นรำด้วยจึงจะได้ผล
 
  • ดนตรีและการนับจังหวะ
     - ดนตรีของจังหวะวอลทซ์จะ เป็นแบบ 3/4 คือมี 3 จังหวะใน 1 ห้องเพลง ดนตรีจะมีเสียงเน้นหนักในจังหวะแรก (พั่ม แท๊ก แท๊ก) ทุกๆ จังหวะจะมีความเร็ว-ช้า เท่ากันหมดทั้ง 3 จังหวะ นั่นคือ ในหนึ่งห้องเพลงจะเดิน 3 ก้าวต่อ 3 จังหวะ ในการฟังเพลงให้สังเกตจากเสียงของกลองและเบสเป็นหลัก
     - การนับจังหวะ จะนับแบบ 1-2-3 , 1-2-3 เรื่อยๆ ไป หรือนับตามจำนวนกลุ่มของการก้าว 3 ก้าว เช่น 1-2-3-4-5-6 หรือนับตามเสียงดนตรี คือ พั่ม แท๊ก แท๊ก ก็ได้ โดยที่ก้าวแรกจะตรงกับจังหวะที่หนึ่งของห้องเพลง คือ จังหวะที่มีเสียงดนตรีเน้นหนัก ( ACCENTED BEAT )
     - ความเร็วช้าของดนตรี
     ดนตรีมาตรฐานของจังหวะวอลทซ์บรรเลงด้วยความเร็ว 31 ห้องเพลงต่อนาที (29-34 ห้องเพลงต่อนาที)
 
การจับคู่ในจังหวะวอลทซ์
ภาพที่ 1 การจับคู่ที่ถูกต้อง
 เป็นการจับคู่แบบปิด อาจมีบางท่าที่มีการจับคู่แบบพรอมเมอหนาด ( PROMENADE )
            การฝึกเต้นจังหวะวอลทซ์ ควรฝึกหัดท่าพื้นฐาน ( BASIC FIGURE ) หรือกลุ่มสเต็ปที่เอามารวมกันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับจังหวะเพลงและชินกับสแควร์ (NATURAL SQUARE) ซึ่งเป็นการเดินในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ในการลีลาศจังหวะวอลทซ์ การยกตัวขึ้นและลดตัวลงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพราะทำให้เกิดความสวยงาม และมีชีวิตชีวา ผู้เต้นจะพลิ้วลอยไปบนฟลอร์ราวกับ “ เรือน้อย ” ที่ลอยไปตามคลื่นลม การยกตัวขึ้นและลดตัวลงนี้จะต้องปฏิบัติตั้งแต่ปลายเท้า ข้อเท้า หัวเข่า ลำตัว ตลอดจนศีรษะ การยกตัวขึ้นและลดตัวลงสามารถทำได้ดังนี้
          ก้าวที่ 1 จังหวะ “ พั่ม ” ให้ก้าวยาวและลงเต็มเท้า (FALL)
          ก้าวที่ 2 จังหวะ “ แท๊ก ” ให้ก้าวเท้าแยกออกทางข้างเท้าทั้งสองเสมอกันและขนานกันพร้อมกับเขย่งส้นเท้าขึ้น (RISE)
          ก้าวที่ 3 จังหวะ “ แท๊ก ” ให้ลากเท้าอีกข้างมาชิดพร้อมกับเขย่งส้นเท้า (RISE) ขณะนี้เท้าทั้งสองจะยืนในลักษณะเขย่งอยู่
  • การชิดเท้า การชิดเท้าเป็นสิ่งที่ต้องทำบ่อยที่สุด การชิดเท้าต้องชิดด้วยขอบเท้าด้านในของเท้าทั้งสอง น้ำหนักตัวมั่นคงอยู่บนเท้าทั้งสอง ลำตัวตั้งตรงไม่เอนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง เท้าไม่เหลื่อมกันจนเกินไป การชิดเท้าจะต้องก้าวชิดอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อนแต่ต้องให้ทันจังหวะเสมอ
  • การเอนลำตัว หมายถึง เอนลำตัวไปทางซ้ายหรือขวา ใช้ขณะหมุนตัวไปทางซ้ายหรือขวา เดินหน้าหรือถอยหลังที่เป็นเส้นโค้ง การเอนลำตัวจะต้องปฏิบัติตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปจนถึงศีรษะ ทั้งนี้ยกเว้นในการหมุนตัวแบบสปิน ( SPIN ) จะไม่มีการเอนลำตัว
    ทักษะการเต้นรำจังหวะวอลทซ์
    1. สแควร์ (Square)
    2. การไขว้
    3. การหมุน

 สแควร์ (SQUARE)

ภาพที่ 2 ท่าสแควร์
            สแควร์ เป็นแบบฝึกที่ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย เป็นการฝึกเดินคนเดียว ยังไม่มีการเข้าคู่ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับจังหวะเพลงและเทคนิคต่างๆ ของการลีลาศในจังหวะวอลทซ์  
ประกอบไปด้วยการเดิน 6 ก้าวดังนี้
            เริ่มต้นด้วยการยืนหันหน้าไปตามแนวเต้นรำ เท้าชิด น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย

ก้าวที่ การก้าวเท้า จังหวะ
1 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าด้วยส้นเท้าแล้วจึงราบลงเต็มเท้า 1
2 แยกเท้าซ้ายไปข้างๆ ในแนวเดียวกับเท้าขวาด้วยปลายเท้า พร้อมกับเริ่มยกส้นเท้าขวาขึ้น 2
3 จากพื้นขณะนี้ส้นเท้าทั้งสองยกขึ้นจากพื้น(ยืนเขย่งเท้า) ลากปลายเท้าขวามาชิดปลายเท้าซ้าย และเขย่งยืดตัวและขาจนสุดหลังจากจบก้าวนี้แล้ว 3
4 ลดส้นเท้าลงสู่พื้นเพื่อเตรียมย่อตัวถอยเท้าซ้ายต่อไป ถอยเท้าซ้ายมาข้างหลังตรงๆ ด้วยปลายเท้าแล้วลดส้นเท้าลงเต็มเท้า 1
5 แยกเท้าขวาไปข้างๆ ในแนวเดียวกับเท้าซ้ายด้วยปลายเท้าพร้อมกับเริ่มยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้น ขณะนี้ส้นเท้าทั้งสองยกขึ้นจากพื้น 2
6 ลากปลายเท้าซ้ายมาชิดปลายเท้าขวาและเขย่งยืดตัวและขาจนสุด หลังจากจบก้าวนี้แล้วลดส้นเท้าทั้งสองลงสู่พื้นเพื่อเตรียมก้าวเท้าขวาต่อไป 3

 

 

v


 






 


แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน

(ใส่ E-MAIL ของผู้รับ)